โปรตุเกส – สเปน 10 วัน

  • ลิสบอน – มหาวิหารเจโรนิโม – ทานทาร์ตไข่
  • พระราชวังซินตร้า – แหลมโรก้า สุดยุโรปฝั่งตะวันตก 
  • แอวูรา เมืองมรดกโลก – เมรีดา
  • โทเลโด เมืองมรดกโลก – แมดริด
  • เซโกเวีย เมืองมรดกโลก  – ทานหมูหันสเปน
  • Las Rozas Outlet –ระบำฟลาเมนโก
  • พลาซามายอร์ – อนุสาวรีย์ ดอน ฆีโฮเต้
  • ซาราโกซ่า – มหาวิหารแม่พระแห่งเสาศักดิ์สิทธิ์
  • บาร์เซโลน่า – ซากราด้า ฟามิเลียร์

รายละเอียด ตารางการเดินทาง

DAY 1

กรุงเทพฯ

 23.30 น.      คณะพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบินเอมิเรตส์ แถว T ประตู 9

DAY 2

กรุงเทพฯ – ดูไบ – ลิสบอน

 02.25 น.      ออกเดินทางสู่ ดูไบ โดยเที่ยวบินที่ EK 371

 05.35 น.      เดินทางถึง ดูไบ เพื่อแวะเปลี่ยนเที่ยวบิน

 07.25 น.      ออกเดินทางสู่ ลิสบอน โดยเที่ยวบินที่ EK 191

 12.35 น.      เดินทางถึง เมืองลิสบอน (Lisbon) เมืองหลวงของโปรตุเกสตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเตจู้ (Tejo) ลิสบอนเป็นเมืองที่มีประวัติยาวนานกว่า 800 ปี จึงมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ และเคยประสบอุบัติเหตุแผ่นดินไหวในศตวรรษที่ 17 จึงทำให้อาคารเก่าแก่โบราณได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ผู้นำคนสำคัญของเมืองในสมัยนั้น มาร์คิส ดือ ปองปาล (Marquis de Pombal) ได้เริ่มต้นบูรณะและจัดวางผังเมืองลิสบอนใหม่ให้ทันสมัย จึงได้เกิดการสร้างถนนและอาคารสมัยใหม่ กลายเป็นเมืองลิสบอนที่สวยงามมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองจนถึงปัจจุบัน

          ชมทัศนียภาพของแม่น้ำเตจู้ (Tejo) ที่ไหลผ่านใจกลางเมืองลิสบอน เป็นแม่น้ำที่กว้างใหญ่ไพศาลราวกับทะเล และยิ่งกว่านั้นโปรตุเกสถูกโอบล้อมด้วยชายหาดยาวกว่า 170 กม.ของผืนมหาสมุทรแอตแลนติก ชม บริเวณเมืองเก่าลิสบอน“โอลด์ซิตี้” และ จัตุรัสการค้า (Praca Do Comercio) สร้างขึ้นในสมัยมาร์ควิส เดอ ปอมแปล (Marques Depombal) เป็นนายกรัฐมนตรี ผ่านชม สะพานแขวนที่ยาวที่สุดในยุโรป ซึ่งสะพานนี้มีชื่อว่า Ponte 25 Abril (ซึ่งวันที่ 25 เม.ย. 1974 ได้เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย) ผ่านชม อนุสาวรีย์เจ้าชายเฮนรี่ ผู้มีพระสมัณญานามว่า เจ้าชายเฮนรี่ นาวิกบุรุษ (Henry the Navigator)

 รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง 

 เข้าสู่ที่พัก โรงแรม VIP Executive หรือเทียบเท่า 

DAY 3

ลิสบอน – วิหารเจโรนิโม – ทานทาร์ตไข่ – พระราชวังซินตร้า – Cape de Roca – ลิสบอน

 รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม 

 เช้า      เข้าชมวิหารเจโรนิโม (Jeronimos Monastry Church) วิหารเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 16 โดยกษัตริย์แมนนูเอลที่ 1 องค์สำคัญที่สุดที่สร้างชื่อเสียงให้โปรตุเกส ผู้ซึ่งประสบความสำเร็จจากการส่งนักเดินเรือล่องมหาสมุทรเพื่อค้นพบแผ่นดินใหม่ในโลกและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเป็นที่ฝังศพของวาสโก ดากามา (Vasco Da Gama) นักเดินเรือท่องโลกผู้ยิ่งใหญ่ของโปรตุเกส ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้นถึง 70 ปี จึงแล้วเสร็จสมบูรณ์ และได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก้ว่าให้เป็นมรดกโลก (Unesco World Heritage)

          พิเศษ หัวหน้าทัวร์จัดให้ท่านได้ทานขนมทาร์ตไข่ (Portuguese egg tart) สูตรดั้งเดิมเกือบ 200 ปี คิดค้นโดยนักบวชคาธอลิกที่วัน Mosteiro dos Jeronimos ในนครหลวงลิสบอน ในสมัยศตวรรษที่ 18 ที่ต้องหาวิธีนำไข่แดงที่เหลือในวัดแต่ละวันเป็นจำนวนมาก มาทำอาหารให้มากที่สุด เนื่องจากสมัยนั้นเสื้อผ้านักบวชจะลงแป้งด้วยไข่ขาว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไข่แดงกลายเป็นส่วนประกอบในขนมโปรตุเกสทุกอย่าง อาทิ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง รวมถึงทาร์ตไข่ ขนมสุดพิเศษนั่นเอง สูตรการทำทาร์ตไข่ หรือที่ภาษาโปรตุเกส เรียกว่า “Pastel de nata” นั้นเก็บงำเป็นความลับในวัดจนถึงปี 1834 ที่วัดถูกปิดตัวลง เนื่องจากการปฏิวัติภายในศาสนาคริสต์ เหล่านักบวชจึงขายสูตรให้แก่โรงฟอกน้ำตาลแถววัด ซึ่งซื้อสูตรมาเปิดร้านขายขนมเฉพาะ ชื่อว่า Fabrica de Pasteis de Belem เปิดในปี 1837 โดยลูกหลานของเจ้าของร้านยังคงขายทาร์ตไข่นี้เรื่อยมาจนปัจจุบัน และเป็นที่นิยมด้วยความหอมจากอบเชยและน้ำตาลผง

          แวะถ่ายรูป หอคอยบีเล็ม (Belem Tower) เดิมสร้างไว้กลางน้ำ เพื่อเป็นป้อมรักษาการณ์ดูแลการเดินเรือเข้าออก เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเรือออกไปสำรวจและค้นพบโลกของวาสโก ดากามาและนักเดินเรือชาวโปรตุเกส เป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมแบบมานูเอลไลน์ที่สวยงาม

          นำท่านบันทึกภาพ อนุสาวรีย์ดิสคัฟเวอรี่ โปรตุเกส (Discovries Miscoveries Monument) อนุสาวรีย์ดิสคัฟเวอรี่ หรือ อนุสาวรีย์แห่งชัยชนะ สร้างขึ้นในปีคศ.1960 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการที่โปรตุเกสเป็นประเทศนักสำรวจทางทะเลที่ยิ่งใหญ่ในอดีต และเฉลิมพระชนมายุครบ 500ปี ของเจ้าชายเฮนรี่เดอะเนวิเกเตอร์ ลูกชายคนเล็กของกษัตริย์โปรตุเกส John I of Portugal ซึ่งมีบทบาทให้การสนับสนุนการเดินเรือสำรวจ ส่วนรูปปั้นคนอื่นๆที่อยู่ด้านหลังเจ้าชาย คือ คนดังนักคณิตศาสตร์ นักเขียน นักสำรวจเดินเรือที่มีชื่อเสียงของโปรตุเกสในสมัยนั้น

 รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารจีน 

 บ่าย      เดินทางสู่ เมืองซินตร้า (Sintra) ชมเมืองสวย อันเป็นเอกลักษณ์ที่งดงาม แสนโรแมนติก ประกอบด้วยพระราชวังงดงาม พร้อมศิลปะและสถาปัตยกรรมที่รุ่งเรืองในสมัยกลาง และด้วยความงดงามของเมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบโรแมนติกองค์การยูเนสโกจึงยกย่องเมืองสวยแห่งนี้เป็นเมืองมรดกโลก ใครได้มาเยือนมักจะหลงใหลในความงามกันไม่ลืมเลือน

          เข้าชม พระราชวังซินตร้า (Sintra National Palace) อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของเมืองซินตร้า ซึ่งนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910 พระราชวังแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองซินตร้าอีกแห่ง

          ชม แหลมโรก้า (Capo Da Roca) จุดตะวันตกสุดของยุโรป ท่านสามารถซื้อ Certificate เป็นที่ระลึกสำหรับการมาเยือน ณ ที่แห่งนี้

          เดินทางสู่ เมืองเอสโตริล (Estoril) ที่ได้รับสมญานามร่วมกับอีกสองเมืองคือคาสกายและซินทรา ว่าเป็น Golden Triangle เมืองตากอากาศที่เต็มไปด้วยความสวยงามชองไม้ดอกแนวต้นปาล์มและคลาสสิคด้วยรีสอร์ทตากอากาศสีพาสเทล / นำท่านเดินทางกลับเมืองลิสบอน

 รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง 

 เข้าสู่ที่พัก โรงแรม VIP Executive หรือเทียบเท่า 

DAY 4

ลิสบอน – แอวูรา เมืองมรดกโลก – เมรีดา

 รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม 

 เช้า      เดินทางสู่ เมืองแอวูรา (Evora) เป็นเมืองที่ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลก สาขาด้านวัฒนธรรม เมื่อปี 1986 เนื่องจากเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์มามากกว่า 2,000 ปี

แวะชมวัดโรมันแห่งแอวูรา (Roman Tempie) เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมือง โดยวัดแห่งนี้สร้างขึ้นจากหินแกรนิต ซึ่งวัดแห่งนี้มี ความสูงอยู่ที่ 25.20 ฟุต หรือ 7.68 เมตร ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการขยายอิทธิพลของโรมันในดินแดนของโปรตุเกสได้เป็นอย่างดี

ผ่านชมโบสถ์เซนต์ ฟรานซิส (Saint Francis Church) ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่15 -16 โดยตัวโบสถ์นั้นถูกสร้างขึ้นในแบบสไตล์โกธิค ภายในมีการประดับประดาด้วยผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมกอธิคตอนปลายรวมถึงโรงสวดที่ตกแต่งในสไตล์บาร็อคอีกด้วย

ผ่านชมมหาวิหารประจำเมืองแอวูรา (Evora Cathedral) โดยมหาวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในระหว่างปี1280 - 1340 ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งของอนุเสาวรีย์โกธิคที่สำคัญที่สุดของโปรตุเกส

 รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารจีน 

 บ่าย      เดินทางสู่ เมืองเมรีดา (Merida) เป็นเมืองหลักของแคว้นเอกซ์เตรมาดูรา ทางภาคตะวันตกของประเทศสเปน ในปี ค.ศ. 2007 มีประชากร 54,893 คน เมืองเมรีดาได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อ 25 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในชื่อภาษาละตินว่า เอเมรีตา เอากุสตา (Emerita Augusta) ชื่อเมือง "เมรีดา" กลายเสียงมาจากชื่อนี้ หลังจากที่จักรพรรดิออกุสตุสแห่งจักรวรรดิโรมันได้มีคำสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันช่องทางและสะพานข้ามแม่น้ำกวาเดียนา โดยมีกองทหารโรมัน 2 กลุ่มเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานเดิม ได้แก่ กองทหารที่ 5 อาเลาได (Legio V Alaudae) และ กองทหารที่ 10 เกมีนา (Legio X Gemina) ต่อมาเมืองนี้ได้กลายเป็นเมืองหลวงของจังหวัดลูซีตาเนียของโรมันและเป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญที่สุดของจักรวรรดิ เมรีดาได้อนุรักษ์สถานที่ต่าง ๆ ที่สร้างในสมัยโรมันไว้มากกว่าเมืองอื่น ๆ ของสเปน (รวมทั้งประตูชัยในสมัยจักรพรรดิทราจันด้วย) เนื่องจากเหตุนี้ "กลุ่มโบราณคดีเมรีดา" จึงได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นแหล่งมรดกโลก

 รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง 

 เข้าสู่ที่พัก โรงแรม Tryp Medea Hotel หรือเทียบเท่า 

DAY 5

เมรีดา – โทเลโด เมืองมรดกโลก – แมดริด

 รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม 

 เช้า      เดินทางสู่ เมืองโทเลโด (Toledo)  ซึ่งมีความหมายว่า "เมืองป้อมน้อย" ในอดีตเป็นเมืองหลวงเก่าของสเปน ในปี 1986 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้ เมืองโทเลโดเป็นเมืองมรดกโลก เนื่องจากมีมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างมากมายในฐานะหนึ่งในเมืองหลวงของจักรวรรดิสเปน รวมทั้งยังเป็นสถานที่ที่ปรากฏร่องรอยวัฒนธรรมของชาวคริสต์ชาวยิวและชาวมัวร์อยู่ร่วมกันอีกด้วย

 รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารจีน 

 บ่าย      นำท่าน ชมนครโทเลโด ซึ่งเป็นนครที่คงความงดงามและความเป็นมาในฐานะเมืองเก่าอันเปรียบเป็นอนุสรณ์แห่ง  ประวัติศาสตร์นั้นยังคงได้รับการยอมรับและบันทึกเอาไว้โดยองค์การสหประชาชาติว่าเป็น “เมืองมรดกโลก” ชมประตูเมืองปูเอร์ตา เด บิซากรา (Puerta de  Bisagra) ประตูเมืองปูเอร์ตา เด บิซากรา เป็นหนึ่งในประตูเมืองที่มีความสำคัญที่สุดของเมืองโตเลโด้ ประเทศสเปน ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของย่านเมืองเก่า ครั้งหนึ่งเคยเป็นประตูทางเข้าหลักเพื่อเข้าสู่เมืองโตเลโด้ ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 10 สร้างด้วยหินที่แข็งแรงได้สัดส่วน โค้งเป็นรูปเกือกม้า และค่อยๆลดหลั่น ได้รูปสวยงาม ทุกๆ แห่งของเมืองโตเลโด้ ท่านจะได้ชื่นชมกับความแตกต่างของสถาปัตยกรรมแบบอารบิค,มูเดฆาร์, กอธิค และเรอเนสซองส์

          ชมมหาวิหารแห่งโทเลโด (Toledo Cathedral) ซึ่งเป็นวิหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสเปน มหาวิหารแห่งโทเลโดนี้เริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1227 อันเป็นสมัยที่ศิลปะแบบกอธิคกำลังแพร่หลายอยู่ในยุโรป และเสร็จสิ้นสมบูรณ์เมื่อปี ค.ศ. 1493 นับเป็นวิหารสไตล์โกธิคที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป   อิสระให้ท่านได้เลือกซื้อสินค้า ของที่ระลึกของเมืองโทเลโด เช่น ดามัสเซเน (Damascene) ซึ่งเป็นสินค้าที่เป็นภาชนะลงดำและขึ้นลายทอง เงิน หรือทองแดง ถือเป็นงานฝีมือที่มีชื่อเสียงของเมืองโทเลโด

          เดินทางสู่ กรุงแมดริด (Madrid) เมืองหลวงของประเทศสเปน ตั้งอยู่ใจกลางแหลมไอบีเรียน ในระดับความสูง 650 เมตร เป็นมหานครอันทันสมัยล้ำยุค ที่ซึ่งกษัตริย์ฟิลลิปที่ 2 ได้ทรงย้ายที่ประทับจากเมืองโทเลโดมาไว้ที่นี่ และประกาศให้มาดริดเป็นเมืองหลวงใหม่ยกเว้นช่วงปี ค.ศ. 1601 - 1607 เมื่อพระเจ้าฟิลลิปที่ 3 ได้ย้ายไปที่เมืองบายาโดลิด มาดริดได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

 รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง 

 เข้าสู่ที่พัก โรงแรม NH Madrid Ribera Del Manzanares หรือเทียบเท่า 

DAY 6

แมดริด – เซโกเบีย – ทานหมูหัน สเปน – La Rozas Outlet – ชมระบำฟลาเมนโก้

 รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม 

 เช้า      เดินทางสู่ เมืองเซโกเบีย (Segovia) (ระยะทาง 92 กม. / ใช้เวลา 1 ชม. 20 นาที) เมืองมรดกโลกแห่ง แคว้นคาสตีล และเลออน ตัวเมืองตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำเอเรสมากับแม่น้ำกลาโมเรส ห่างจากกรุงมาดริดไปทางทิศเหนือ เมืองเซโกเบีย นั้นถือเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญมากมายโดยเฉพาะงานสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ ท่านจะได้ชมความวิจิตรงดงามของสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น มหาวิหาร โบสถ์ ปราสาท และสิ่งก่อสร้างที่ถือเป็นไฮไลท์ประจำเมือง คือ สะพานส่งน้ำโบราณ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองด้วย

          เข้าชม มหาวิหารแห่งเมืองเซโกเบีย (Segovia Cathedral) ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัส พลาซ่า เมเยอร์ ถูกสร้างขึ้นช่วงระหว่างปี 1525 และ 1577 โดยใช้สถาปัตยกรรมแบบโกธิค ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ ชม สะพานส่งน้ำแบบโรมันโบราณ สิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมืองซึ่งถูกสร้างขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 / ชมเขตเมืองเก่าที่ล้อมรอบด้วยกำแพงโบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 อีกด้วย

          เข้าชม ปราสาทแห่งเซโกเบีย หรือ ปราสาทอัลกาซาร์ ปราสาทที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีความงดงามดุจปราสาทในเทพนิยาย จนวอล์ทดิสนีย์นำไปเป็นต้นแบบปราสาทของซินเดอเรลลา ตัวปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 13 บนชะง่อนผาสูงชันที่แม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกัน ซึ่งถือเป็นทำเลที่ตั้งที่ดี มีลักษณะเหมาะแก่การตั้งรับข้าศึกในอดีต ภายในปราสาทเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับแสดงของมีค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งหลาย ห้องใต้หลังคาเป็นที่แสดงแสนยานุภาพของอาวุธในสมัยกลาง รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้ในอดีตด้วย

 รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (เมนู หมูหันสเปน)  พิเศษ เสิร์ฟท่านด้วยอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อมากๆของเมืองเซโกเบีย คือ Cochinillo (โกชินิโย่) หรือ หมูหัน ถ้าใครได้มาเมืองนี้ถ้าไม่ได้ทานเมนูหมูหัน ถือว่ามาไม่ถึง เวลาทานเมนูนี้ เจ้าของร้านหรือเชฟจะต้องใช้จานสับตัวหมู สับเสร็จ ก็โยนจานทิ้งให้แตก การสับด้วยจานนั้น เพื่อโชว์ว่าเนื้อหมูนุ่มมาก สามารถใช้จานสับได้ ตักเสิร์ฟในจานและราดด้วยน้ำซอสรสขาติเค็มอ่อนๆ ทานคู่กับขนมปัง เป็นเมนูที่อร่อยล้ำ หากท่านไม่ทานหมู ทางร้านมีเมนูอื่นให้เลือกทานอร่อยได้หลากหลาย

 บ่าย       เดินทางสู่ La Rozas Outlet (ระยะทาง 71 กม. / ใช้เวลา 50 นาที) นำท่านแวะช้อปปิ้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา และสินค้าอื่นจากแบรนเนมดังมากมาย อาทิ Burburry, Coach, TIMBERLAND, GUESS, GU LAROCHE, LOEWE, POLO, TOD’S etc. จนได้เวลาสมควร  

นำท่านเดินทางกลับสู่ กรุงแมดริด (ระยะทาง 25 กม. / ใช้เวลา 35 กม.)

 รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง   พิเศษ  นำท่านชมการแสดง “ระบำฟลามิงโก้” ระบำพื้นเมืองที่พัฒนามาจากระบำยิปซี มาผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นของสเปน เพลิดเพลินไปกับจังหวะดนตรี การร่ายรำ ที่สนุกสนาน

 เข้าสู่ที่พัก โรงแรม NH Madrid Ribera Del Manzanares หรือเทียบเท่า 

DAY 7

แมดริด – พลาซ่ามายอร์ – อนุสาวรีย์ดอนกิโฆเต้ – ซาราโกซ่า

 รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม 

 เช้า      ชมพลาซ่ามายอร์ (Plaza Mayor) จัตุรัสใจกลางเมืองสร้างโดยศิลปะสไตล์บาโรค อันเป็นเอกลักษณ์ของความอู้ฟู่ในยุคศตวรรษที่ 16-18  นอกจากจะเป็นจุดนับกิโลเมตรแรกของสเปนแล้ว (กิโลเมตรที่ศูนย์) ยังเป็นศูนย์กลางรถไฟใต้ดิน และรถเมล์ทุกสาย และยังเป็นจุดตัดของถนนสายสำคัญของเมืองที่หนาแน่นด้วยร้านค้ามากมาย และห้างสรรพสินค้าใหญ่อีกด้วย ในฤดูร้อนพลาซา มายอร์ คือพื้นที่แห่งความบันเทิงของชาวสเปน หนึ่งในนั้นก็คือการสู้วัวกระทิง จนในที่สุดก็เลิกจัดขึ้นที่พลาซาแห่งนี้ในกลางยุคปีค.ศ. 1800 ปัจจุบันบริเวณนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางของการทำกิจกรรม และการพบปะของผู้คน / แวะถ่ายรูปกับ อนุสาวรีย์หมีกับต้นมาโดรนา อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง / ชมอนุสาวรีย์เซอร์แวนเตส กวีเอกชาวสเปนที่ตั้งอยู่เหนือ อนุสาวรีย์ดอนกิโฆเต้ ในสวนสาธารณะ / ผ่านชมน้ำพุไซเบเลส (Cibeles Fountain) ที่สร้างอุทิศให้แก่เทพธิดาไซเบลีน ใช้เป็นสถานที่เฉลิมฉลองในเทศกาลต่างๆของเมือง และอาคารสวยงามใกล้ๆกันคือที่ทำการไปรษณีย์ นอกจากนี้ยังมี ประตูชัยอาคาล่า (Puerta De Al Cala) สร้างถวายพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ,สนามสู้วัวกระทิง, สนามฟุตบอลของสโมสรชื่อดังแห่งลาลีกาสเปน “ราชันชุดขาว Real Madrid”

 รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารจีน 

 บ่าย      ออกเดินทางสู่ เมืองซาราโกซ่า (Zaragoza) ซึ่งเป็นเมืองในอดีตของ ราชอาณาจักรอารากอน ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ในหุบเขาตอนกลางของแคว้นซึ่งมีภูมิทัศน์ที่หลากหลาย ทั้งทะเลทราย ป่าหนาทึบ ทุ่งหญ้า ไปจนถึงทิวเขา ระหว่างทางท่านจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอันหลากหลาย และงดงามแปลกตา เมืองซาราโกซ่าได้รับการเสนอชื่อให้เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรม (City of Culture) ของทวีปยุโรป

 รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง 

 เข้าสู่ที่พัก โรงแรม Tryp Zaragoza Hotel หรือเทียบเท่า 

DAY 8

ซาราโกซ่า – มหาวิหารแม่พระแห่งเสาศักดิ์สิทธิ์ – บาร์เซโลน่า

 รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม 

 เช้า      ชมมหาวิหารแม่พระแห่งเสาศักดิ์สิทธิ์ (Basilica of Our Lady of the Pillar) หรือที่รู้จักในนาม ซานตา มาเรีย เดอร์ฟิลลาร์ ตามตำนานสมัยแรกเริ่มของพระศาสนจักรกล่าวไว้ว่า นักบุญยากอบองค์ใหญ่อัครสาวก (St. Apostle James the Greater) เป็นผู้นิพนธ์ พระวรสารที่ซีซาเรากุสต้า (Caesaraugusta เป็นชื่อเดิมของเมืองซาราโกซ่า) งานเผยแพร่ธรรมของท่านไม่ได้เกิดผลมากมายนัก จนกระทั่งท่านเห็นพระนางมารีมาปรากฎเพื่อชักชวนท่านไปยังกรุงเยลูซาเลม ในนิมิตนั้นพระนางปรากฎอยู่บนเสาที่ถูกแบกมาโดยหมู่เทพนิกร และเชื่อกันว่าเป็นเสาศักดิ์สิทธิ์ต้นเดียวกับที่เป็นที่เคารพนับถือกันในซาราโกซ่ามีรายงานว่าคริสต์ศาสนิกชนนิยมมากราบไหว้ขอพรจากพระแม่มารีให้หายจากอาการเจ็บป่วยเป็นจำนวนมาก

 รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารจีน 

 บ่าย      ออกเดินทางสู่ เมืองบาร์เซโลน่า (Barcelona) เมืองใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศสเปน และเป็นท่าเรือสำคัญที่สุดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งใอดีตที่บริเวณแห่งนี้เคยเป็นสถานีการค้าของชาวกรีกและเป็นอาณานิคมโรมัน ปัจจุบันบาร์เซโลน่าคือเมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมหลากยุคสมัย มีสวนสาธารณะ และการวางผังเมืองที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ชมผลงานก่อสร้างในศิลปะแบบอาร์ตนูโว ที่แสดงความงดงามอย่างมีชีวิตชีวา โดยฝีมือของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ Antonio Guadi ผู้ที่ทำให้เมืองบาร์เซโลน่าได้รับฉายาว่า City of Guadi

 รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง 

 เข้าสู่ที่พัก โรงแรม Bedbank หรือเทียบเท่า 

DAY 9

ซากราด้า ฟามิเลียร์ – ถนนลารัมบลา – ดูไบ

 รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม 

 เช้า      แวะถ่ายรูป อนุสาวรีย์คริสโตเฟอร์โคลัมบัส (Christopher Columbus) นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ที่ออกเดินทางจากบาร์เซโลน่าไป พบหมู่เกาะแคริบเบียนและทวีปอเมริกาใน ปี ค.ศ. 1492

          นำท่านเข้าชม มหาวิหารซากราด้า ฟามิเลียร์ (Sagrada Familia) สัญลักษณ์แห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สูงใหญ่ถึง 170 เมตร ออกแบบก่อสร้างอย่างสวยงามแปลกตา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1882 เป็นผลงานชั้นยอดที่แสดงถึงอัจฉริยภาพของ อันโตนี เกาดี้ สถาปนิกผู้เลื่องชื่อ มหาวิหารแห่งนี้ ตั้งอยู่บนถนน Carrer de Mallorca งานชิ้นนี้มีความแปลกตาจากงาน ชิ้นอื่นของเกาดี้ ตรงสีสันอันเรียบนิ่งแบบโทนสีธรรมชาติให้ความรู้สึกที่สงบผ่อนคลายและเยือกเย็น เพราะความที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และยังคงรายละเอียดไว้อย่างดี ดูจากลวดลายสลักเสลาที่ด้านนอกตัวโบสถ์และภายในแสดงให้เห็นถึงแรงศรัทธาในศาสนาอย่างท่วมท้น สมเป็นงานชิ้นสุดท้ายที่เขาอุทิศตนให้กับศาสนจักร ปัจจุบันมหาวิหารแห่งนี้ยังคงดำเนินการก่อสร้างและคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2026

 รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารจีน 

 บ่าย      เดินทางสู่ ถนนช้อปปิ้งสายใหญ่ของบาร์เซโลน่า ถนนลารัมบลา (LA RAMBLA) ย่านที่มีชื่อเสียงที่สุดของบาร์เซโลน่า แหล่งท่องเที่ยวอันเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกวัย เป็นถนนสาย  เล็ก ๆ ที่มีความยาวเพียง 1.2 กิโลเมตร แต่มีสีสันเสน่ห์น่าประทับใจทั้งกลางวันและกลางคืน อิสระให้ท่านได้ช้อปปิ้งตามอัธยาศัย ท่าน สามารถเลือกซื้อสินค้าและเสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้ง H&M, ZARA, BENETON, TOPSHOP หรือจะช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมชั้นนำซึ่งมี SHOP ตั้งอยู่มากมายบนถนน PASSEIG DE GRACIA ไม่ไกลจากถนนลารัมบลานัก ท่านสามารถเลือกซื้อสินค้าอาทิ LOUIS VUITTON, CHANEL, GUCCI, LOWE และอื่นๆ หรือจะเลือกซื้อของฝากที่วางขายมากมายบนถนนลารัมบลา

 รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร  / นำท่านเดินทางสู่สนามบิน 

 22.05 น.      ออกเดินทางสู่ ดูไบ โดยเที่ยวบินที่ EK 188

DAY 10

ดูไบ – กรุงเทพฯ

 07.50 น.      เดินทางถึง ดูไบ เพื่อแวะเปลี่ยนเที่ยวบิน

 09.35 น.      ออกเดินทางสู่ กรุงเทพฯ โดยเที่ยวบินที่ EK 372  

 18.40 น.      เดินทางถึง กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

ราคาเริ่มต้นที่

88,800 บาท / คน

ช่วงเวลาเดินทาง

30 ธ.ค. 60 – 07 ม.ค. 61**

16 – 25 ก.พ. 61

16 – 25 มี.ค. 61

06 – 15 เม.ย. 61

13 – 22 เม.ย. 61**

27 เม.ย. – 06 พ.ค. 61**

หมายเหตุ: **ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง

จองทริปนี้

แชร์ทริปนี้

02-678-6095